ความรุนแรงของ-19 ที่พบ 6 ประเทศอัตราการเสียชีวิตมากสุด

“นพ.เฉลิมชัย” ระบุ ความรุนแรงของโรค COVID-19 พบว่า ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 6 อันดับแรกได้แก่ สหรัฐอเมริกา (68,920 คน) และยุโรปอีก 5 ประเทศ (อังกฤษ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม) ตามมาด้วยทวีปอเมริกาใต้คือบราซิล (7,328 คน) และทวีปเอเชียคืออิหร่าน (6,277 คน)

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา รองปธ.กมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนาลำดับที่ 7 คือ SARS-CoV2 เมื่อปลายปี 2562 (คศ.2019) นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรทางการแพทย์ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ของโรคระบาดใหม่นี้อย่างใกล้ชิด ว่าโรคจะมีความร้ายแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งความร้ายแรงนั้นพิจารณาได้จาก 2 ปัจจัย คือ ความกว้างขวางและความรวดเร็วในการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคซึ่งก็คือผู้เสียชีวิต
     
วันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์ปัจจัยความรุนแรงของโรคหรือจำนวนผู้เสียชีวิต ถ้าพิจารณาประเทศต่าง ๆ เป็นภูมิภาคหรือทวีป จะพบว่า ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 6 อันดับแรกได้แก่ สหรัฐอเมริกา (68,920 คน) และยุโรปอีก 5 ประเทศ (อังกฤษ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม) ตามมาด้วยทวีปอเมริกาใต้คือบราซิล (7,328 คน) และทวีปเอเชียคืออิหร่าน (6,277 คน) แต่การดูลำพังเพียงผู้เสียชีวิตอาจบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ไม่ดีนัก เนื่องจากว่า ถ้าประเทศใดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แม้โรคไม่รุนแรงมากก็อาจจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้ เราจึงมาพิจารณาผู้เสียชีวิตในการคำนวนเป็นอัตราร้อยละของผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อซึ่งจะสะท้อนความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น
    
ถ้าพิจารณาอัตราการเสียชีวิตเป็นร้อยละ แยกตามภูมิศาสตร์เป็นรายทวีปจะพบตัวเลขสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้ ทวีปยุโรป มีอัตราการเสียชีวิตของ 7 ประเทศสูงสุดระหว่าง 11.62%-15.72% ได้แก่ เบลเยี่ยม อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวีเดนและสเปน ทวีปเอเชีย มีอัตราการเสียชีวิต 7 ประเทศสูงสุด ระหว่าง 2.33%-7.55% ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ ทวีปอเมริกาเหนือ มีอัตราการเสียชีวิต 3 ประเทศ ระหว่าง 5.84%-9.18% ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา และสหรัฐอเมริกา และ ทวีปอเมริกาใต้ มีอัตราการเสียชีวิต 3 ประเทศ ระหว่าง 2.80%-6.92% ได้แก่ บราซิล อาร์เจนติน่า และเปรู

ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการเสียชีวิตของโรค COVID-19 ทั้งโลกคือ 7% โดยที่อัตราการเสียชีวิตของประเทศแรกคือจีนอยู่ที่ 5.53% แต่ ณ ปัจจุบัน (ตัวเลขวันที่ 5 พ.ค. 63) ประเทศในแต่ละทวีปมีอัตราการเสียชีวิตที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คงจะมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ 1.อายุเฉลี่ยของประชาชนพลเมือง ถ้าประเทศใดมีผู้สูงอายุจำนวนมากก็จะมีความเสี่ยงมาก

2.สุขภาพของประชาชน ถ้าประเทศใดประชาชนมีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่ออัตราการเสียชีวิตเมื่อเป็นโรค COVID-19 ก็จะมีอัตราเสี่ยงสูง (โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคมะเร็ง 3.วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ถ้าประเทศใดมีวิถีชีวิตที่ผู้คนอยู่ใกล้ชิดกันมาก ทักทายโอภาปราศรัยแบบถูกเนื้อต้องตัวกัน และมีความเชื่อว่าการใส่หน้ากากไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับคนปกติ ประเทศเหล่านี้ก็จะมีความเสี่ยงสูง
    
4.ความพร้อมของระบบสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย 2 มิติเป็นอย่างน้อย คือ ความสามารถในการควบคุมการระบาดของโรค และความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต และอีกมุมหนึ่งก็ต้องพิจารณาในมิติของปริมาณความพร้อมของระบบ (จำนวนบุคลากร จำนวนเตียง จำนวนเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์) และมิติคุณภาพของระบบ ถ้าประเทศใดมีความพร้อมของระบบสาธารณสุขไม่ดี ประเทศนั้นก็จะมีความเสี่ยงสูง 5.ความรุนแรงของตัวโรคเอง หมายถึงว่า ตัวเชื้อไวรัสซึ่งมีสารพันธุกรรมเป็นสายเดี่ยว (RNA) มีโอกาสพัฒนากลายพันธุ์ได้ง่ายกว่าไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นสายคู่ (DNA) ซึ่งไวรัสก่อโรค COVID-19 เป็นสายเดี่ยวจึงมีการกลายพันธุ์ได้ง่าย

อย่างไรก็ดีการกลายพันธุ์นั้นไม่ได้ทำให้ลักษณะสำคัญในการก่อโรคของไวรัสเปลี่ยนเสมอไป หมายความว่าถ้าตำแหน่งของการกลายพันธุ์ไม่ใช่จุดสำคัญที่ไวรัสใช้ในการก่อโรคกับมนุษย์ แม้มีการกลายพันธุ์แล้ว ความรุนแรงหรือลักษณะการก่อโรคก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายคือ ไวรัสชนิดนี้จะก่อโรคโดยการเข้ามาในเซลล์ของคนเราได้ต้องใช้ตำแหน่งที่สำคัญที่เรียกว่าหนามหรือมงกุฎ (Spike) เรียกว่า S-Protein ถ้าการกลายพันธุ์เกิดที่ตำแหน่งอื่นๆที่ไม่ใช่ S-Protein ไวรัสก็จะมีผลกับมนุษย์เหมือนเดิม ถ้ามีวัคซีนแล้วก็ใช้วัคซีนตัวเดิมที่ได้ผลแล้วมาใช้ต่อไปได้
     
นับถึงปัจจุบัน ยังไม่พบว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสซึ่งทยอยมีรายงานออกมาเป็นลำดับจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่วนหนาม (S-Protein) แต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นไวรัสที่ก่อโรคแบบเดิม มีความรุนแรงเท่าเดิม และถ้าจะใช้วัคซีนป้องกันก็ใช้วัคซีนชนิดเดียวก็เพียงพอ ไม่ต้องคิดค้นวัคซีนใหม่เพิ่มเติม จนกว่าไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญคือส่วนที่เป็นหนาม (S-Protein)

6.ระยะของโรค หมายความว่า แต่ละประเทศจะอยู่ในระยะของโรคที่แตกต่างกันออกไป ถ้าประเทศใดติดเชื้อมาระยะหนึ่งแล้ว และผู้ติดเชื้อกำลังทยอยมีอาการและอาการเดินหน้าเต็มที่พอดี ประเทศนั้นก็จะพบอัตราการเสียชีวิตสูง แตกต่างไปจากประเทศที่เพิ่งมีการระบาดของโรค แม้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแต่ยังไม่มีอาการรุนแรง จึงมีผู้เสียชีวิตจำนวนน้อย แต่เมื่อผ่านไปอีกระยะหนึ่งแล้วก็จะพบว่ามีการทยอยเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องได้
    
กล่าวโดยรวมแล้ว โรคCOVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ เราไม่เคยมีตัวเลขข้อมูลสถิติใด ๆ มาก่อน ต้องค่อยๆ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลไปเรื่อย ๆ และปรับมาตรการต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่นเดียวกับตัวเลขอัตราการเสียชีวิต ที่ปรากฎในช่วงแรกว่า มีอัตราผู้เสียชีวิตเพียง 3% วันนี้ตัวเลขก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น 7% หรือกว่า 2 เท่าตัวของเดือนแรกที่มีการระบาด


ที่มา : ศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2563 | เว็บไซต์ : https://www.dailynews.co.th/regional/773277

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *